Monthly Archives: February 2017

  • อินทนิล ขนมไทยโบราณเหนียวๆหวานๆในน้ำกะทิ

        หากถามใครหลายๆคนว่า รู้จักขนมไทยที่เรียกว่าขนมอินทนิลหรือไม่ เชื่อว่าคงไม่คุ้นหูเท่าใดนัก เนื่องจากขนมชนิดนี้หากินยากพอสมควร ขนมอินทนิลทำมาจากแป้งเหนียวๆสีเขียวสดใส ทานคู่กับน้ำกะทิหอมๆ อาจใส่น้ำแข็งลงไปนิดหน่อยหากต้องการความสดชื่น แถมวิธีการทำก็ไม่ยากเลย

    ส่วนประกอบและวิธีการทำ 1.กะทิ (หากหากะทิสดไม่ได้แนะนำให้ใช้กะทิกล่องได้เลย  2.น้ำตาลทราย 3.เกลือป่น  4.เทียนหอมอบขนม  5.แป้งมันสำปะหลัง  6 น้ำใบเตยคั้นแล้ว

    วิธีทำ

    1.เราจะเตรียมทำน้ำกะทิก่อน โดยจะใช้วิธีการอบควันเทียนเพื่อจะได้กะทิที่หอมกรุ่นแบบโบราณ วิธีการทำกะทิอบควันเทียนคือ เทกะทิใส่ชามอ่าง จากนั้นจุดเทียนอบขนมและเป่าไฟให้เหลือเพียงควัน ใส่เทียนลงในถ้วยแล้วนำถ้วยที่มีเทียนวางลงในอ่างกะทิจากนั้นให้ปิดฝา  จับเวลาการอบประมาณ 30 นาที แล้วจุดเทียนเพื่ออบซ้ำอีก 2 ครั้ง

    2.เมื่อได้กะทิอบควันเทียนแล้ว ให้นำใส่หม้อตั้งเตาไฟปานกลาง ใส่น้ำตาลทราย เกลือป่น คนให้ส่วนผสมละลาย รอให้เดือด จึงนำมาพักไว้ก่อน

    3.การทำตัวขนมอินทนิล ให้ผสมแป้งมันสำปะหลังกับน้ำใบเตย คนให้แป้งละลายจากนั้นจึงนำมาตั้งไฟอ่อน ใช้พายไม้กวนให้เข้ากัน ระวังอย่าให้ไหม้ ต้องกวนตลอด จนกระทั่งตัวแป้งเหนี่ยวและใส แสดงว่าแป้งสุกแล้ว จากนั้นให้เอาหม้อกวนแป้งวางลงในอ่างน้ำแข็ง จากนั้นจึงใช้มือแตะน้ำนิดหน่อยหยิบแป้งที่กวนแล้วแบบพอดีคำหยอดใส่น้ำกะทิที่เตียมไว้ จากนั้นสามารถเสริ์ฟได้เลย เพื่อความสดชื่นก็ใส่น้ำแข็งป่นลงไปด้วยได้

  • ส้มฉุน ขนมไทยที่ไม่ฉุนแบบชื่อ

          หนึ่งในบรรดาขนมไทยที่หากินยากอีกชนิดหนึ่งก็คือ ส้มฉุน  สำหรับ ส้มฉุน เป็นขนมหวานที่ทำจากผลไม้ตามฤดูกาลมาคว้านเอาเมล็ดข้างในออกอย่างปราณีต ผลไม้ที่นิยมเอามาทำส้มฉุนได้แก่  ขนุน ลำไย เงาะ มะปราง มะม่วง โดยเฉพาะลิ้นจี่นั้นถือว่าเป็นส่วนประกอบของส้มฉุนที่ขาดไม่ได้

    ส่วนประกอบและวิธีการทำส้มฉุนมีดังนี้

    1.ผลไม้ตามฤดูกาลแบบคว้านเมล็ดแล้ว  2.ลิ้นจี้คว้านเมล็ดแล้ว  3.น้ำ  4.น้ำตาล  5.เกลือ  6.ใบเตยหอม  7.ผิวส้มซ่า  8.น้ำส้มซ่าคั้นแล้ว   9.เครื่องโรยหน้าเช่น มะม่วงเปรี้ยวหั่นฝอย ขิงอ่อนหั่นฝอย หอมเจียวเล็กน้อย

    วิธีทำ เตรียมทำน้ำเชื่อม โดยผสมน้ำเปล่า น้ำตาล เกลือ ตั้งไฟต้ม จากนั้นใส่เตยหอมลงไป คนจนน้ำตาลละลาย เมื่อน้ำเดือดแล้ว ใส่ผิวส้มซ่าลงไปเล็กน้อย จากนั้นปิดเตา แล้วยกลงมาพักไว้ให้น้ำเชื่อมเย็น เมื่อน้ำเชื่อมเย็นแล้ว ตักแบ่งส่วนหนึ่งไว้สำหรับแช่ผลไม้ที่คว้านเมล็ดออก ใส่ภาชนะปิดผ้าให้สนิทและแช่เย็นทิ้งไว้ 1 คืน พร้อมกับน้ำเชื่อมที่เหลือ แต่ถ้าหากอยากทานไวๆให้แช่ประมาณ 3 ชั่วโมงก็ได้  เพื่อแช่ได้เวลาแล้ว ให้เอาตัวน้ำเชื่อมออกมากรองเพื่อเอาผิวส้มซ่าออก จากนั้นให้ใส่น้ำส้มซ่าคั้นลงในน้ำเชื่อม คนให้เข้ากัน รสชาติที่ได้จะออกหวานหอม ไม่เปรี้ยว  เสริ์ฟโดยการหยิบผลไม้ที่แช่น้ำเชื่อมออกมาเรียงในถ้วยแก้วให้สวยงาม และน้ำเชื่อมลงไป ตกแต่งด้วยขิงอ่อน มะม่วงหั่นฝอย และหอมเจียวอีกเล็กน้อยก็เป็นอันเสร็จสิ้นสำหรับเมนูขนมหวานโบราณชนิดนี้

  • ลอยแก้วมะกรูด ขนมไทยโบราณสูตรดั้งเดิม

       ใครจะเชื่อว่ามะกรูดที่เป็นพืชสมุนไพรของไทยเรานั้น สามารถนำมาทำขนมหวานได้ และมีรสชาติอร่อยเสียด้วย กับเมนูลอยแก้วมะกรูด ขนมไทยโบราณจากภูมิปัญญาอันสร้างสรรค์ของบรรพบุรุษที่หยิบยกเอาสมุนไพรใกล้ตัวมาประยุกต์เป็นของกินเล่นที่มีประโยชน์ และดับร้อนได้

    ส่วนประกอบและวิธีทำมีดังนี้  1. มะกรูดอ่อน สังเกตุจากที่ผลยังมีจุกและเปลือกขรุขระมากๆ   2.เกลือ   3. น้ำตาลทราย  4. น้ำสะอาด

    วิธีทำมีดังนี้

    1.นำมะกรูดอ่อนที่เตรียมไว้ล้างน้ำให้สะอาด จากนั้นจึงนำมาปอกผิวให้หมด จนเหลือเป้นเนื้อสีขาวๆ และผ่าครึ่งลูกมะกรูดตามแนวขวาง แล้วจึงคว้านไส้ข้างในออกให้หมด

    2.ผสมน้ำเปล่ากับเกลือและนำมะกรูดที่เตรียมไว้ลงมาขยำ บีบน้ำออก แล้วใส่น้ำลงไปขยำอีก โดยจะนับเป็น 1 ครั้ง และต้องทำอย่างที่กล่าวข้างต้นไปรวมจำนวน 5 ครั้ง โดยที่ต้องบีบน้ำออกจากผลมะกรูดให้แห้งสนิท

    3.ทำน้ำเกลือและนำมะกรูดที่บีบน้ำแล้วแช่ทิ้งไว้เป็นเวลา 1 คืน แล้วเราจะได้เนื้อมะกรูดที่มีความฟูขึ้น เมื่อพ้น 1 คืนแล้ว ให้นำมะกรูดมาขยำกับน้ำอีกครั้ง จำนวน 3 ครั้ง จากนั้นบีบน้ำออกให้แห้ง แล้วพักเอาไว้ก่อน เพื่อไปทำน้ำเชื่อม โดยเตรียมน้ำและน้ำตาลลงเคี่ยวในหมอด้วยไฟปานกลางจนน้ำตาลละลาย จากนั้นให้ใส่เนื้อมะกรูดลงไปเชื่อด้วย เคี่ยวประมาณ 1 ชั่วโมง ต้องหมั่นคนตลอดเวลา ส่วนจุดนี้ต้องอาศัยความอดทนมาก เมื่อครบเวลาที่ต้องการแล้ว เนื้อมะกรูดจะใส จึงปิดเตาแล้วนำลงมาพักให้เย็น  เมื่อต้องการเสริ์ฟก็ควรใส่น้ำแข็งลงไปด้วย จะให้รสหวานเย็นชื่นใจดับกระหายได้มากเลยทีเดียว

  • ข้าวตอกตั้ง ขนมโบราณหาทานได้ยาก

        หากพูดถึงขนมไทยเรา เราคงจะนึกถึงทองหยิบ ทองหยอด ฝอยทอง แต่รู้หรือไม่ว่า นอกจากชื่อที่กล่าวไปข้างต้นแล้ว เรายังมีขนมไทยในชื่อที่ไม่คุ้นหูเท่าใดนัก อีกทั้งหาทานยาก เพราะสมัยนี้แทบไม่มีใครทำขึ้นมาจำหน่ายแล้ว ตัวอย่าง ขนมข้าวตอกตั้ง ที่มีวัตถุดิบหลักคือข้าวตอกนั่นเอง

    ส่วนผสมและวิธีการมีดังนี้

    1.ข้าวตอกคั่วใหม่ๆ  2.เทียนหอมอบขนม  3.น้ำตาลปี๊บ  4.น้ำตาลทราย  5.เกลือป่น  6.กะทิ

    วิธีทำคือ คั่วข้าวตอกให้หอมนำมาตำ และพักทิ้งไว้ จากนั้น ตั้งกะทะทองเหลืองไฟอ่อน ใส่กะทิ น้ำตาลทราย น้ำตาลปี๊บ เคี่ยวให้ข้นเหนี่ยว แล้วจึงใส่ข้าวตอกที่ตำไว้ลงไปผสมให้เข้ากัน กวนไปเรื่อยๆจนเป็นเนื้อเดียว แล้วยกลงจากเตา ทิ้งไว้พออุ่นจึงนำมาปั้นให้เป็นลูกกลมๆพอดีคำ จากนั้นนำมาคลุกกับข้าวตอกป่นที่แบ่งเก้บไว้ส่วนหนึ่ง  และนำไปอบด้วยควีนเทียนให้หอมกรุ่นน่ากิน โดยสามารถเก็บใส่โหลแก้วเอาไว้กินได้หลายวัน  ทั้งนี้เวลาทำขนมข้าวตอกตั้ง สิ่งที่สำคัญคือ การเลือกข้าวตอก ควรจะเลือกข้าวตอกใหม่ เพราะมีกลิ่นหอมกว่าข้าวตอกเก่า และเวลากวนจะต้องกวนไปทางเดียวกันเสมอ สำหรับการปั้นข้าวตอกตั้ง ควรปั้นให้เป็นชิ้นพอดีคำไม่เล็กหรือใหญ่ไป และนำมาคลุกเคล้ากับข้าวตอกอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งจะนำให้ข้าวตอกแต่ละลูกสวยงาม นวล หอมน่ากิน

    จะเห็นได้ว่า การทำขนมไทยต้องอาศัยการปราณีตและใจเย็น ไม่ทำแบบขอไปที แต่ใช้วิธีการที่เน้นความใส่ใจ ขนมจึงจะออกมาอร่อย สวยงาม

  • ขนมพระพาย ขนมโบราณหน้าตาสดใสช่วยกิน

      ขนมพระพายถือเป็นขนมโบราณที่หากินยาก และยังเป็นขนมมงคลที่มักใช้ในพิธีแต่งงาน  สีสันของขนมจะขึ้นอยู่กับผู้ปรุงว่าต้องการสีใด ดังนั้นขนมจึงมีสีสันงดงามน่ากินและมีกลิ่นหอมหวานจากน้ำลอยดอยมะลิด้วย

    ส่วนประกอบและวิธีทำมีดังนี้  1. แป้งข้าวเหนียว 2.หัวกะทิ 3.น้ำลอยดอกมะลิ 4.สีที่จะผสมลงในแป้ง อาจใช้สีจากดอกอัญชัน ใบเตย ฟักทอง หรือจะใช่สีผสมอาหารก็ได้  5.ถั่วทอง คือถั่วเขียวเราะเปลือก  6.น้ำตาลทรายขาว  7.เกลือ  8.น้ำสะอาด  9.แป้งข้าวเหนียว 10.แป้งข้าวเจ้า

    วิธีทำ

    1.เริ่มจากการทำไส้ของขนมพระพาย ล้างถั่วทองให้สะอาด ทิ้งไว้ 1 คืน หลังจากนั้นให้ล้างอีกครั้ง และนำขึ้นเตานึ่งจนสุกพอดี

    2.นำถั่วทองที่สุกแล้วมาโขลกให้ละเอียด ผสมหัวกะทิ น้ำตาลทรายขาว เกลือเล็กน้อย แล้วนำไปกวนในกะทะท้องเหลืองด้วยไฟอ่อน จนแห้งจึงนำมาพักไว้ให้เย็น จากนั้นปั้นเป็นก้อนกลมเล็กๆวางเรียงไว้

    3.การทำแป้งหุ่มไส้ ให้ใสแป้งข้าวเหนียวลงในชามผสม จากนั้นค่อยๆใส่หัวกะทิลงไปทีละน้อย ตามด้วยน้ำลอยดอกมะลิ แล้วจึงนวดให้เนื้อแป้งเนียนสวย  จึงใส่สีสันตามที่ชอบ โดยแบ่งแป้งและใส่สีได้ตามต้องการ

    4.ปั้นแป้งให้กลม โดยต้องมีขนาดใหญ่กว่าตัวไส้ที่เราทำเตรียมเอาไว้ จากนั้นคลึงให้แป้งเพื่อนำไส้มาห่อไว้ข้างใน แล้วจึงปั้นเพื่อหุ้มไส้เป็นลูกกลมอีกครั้งหนึ่ง  จากนั้นให้นึ่งทั้งหมดจนขนมสุก

    5.ทำน้ำกะทิราด โดยตังไฟอ่อน ใส่หัวกะทิ และแป้งข้าวเจ้า ลงไปคนให้แป้งละลายเป็นเนื้อเดียวกับกะทิ ตามด้วยเกลือเล็กน้อย

    6.ยกเสริ์ฟโดยวางขนมเรียงบนใบตอง หรือใบเตยหอม จากนั้นก็ค่อยๆราดหัวกะทิที่ปรุงเสร็จตกแต่ง